Lost Sphear
ロストスフィアปัจจุบันมีเวอร์ชัน EU/French ในครอบครอง แม้ตัวเกมจะรองรับหลายภาษา แต่ก็กำลังพิจารณาเปลี่ยนไปเก็บสะสมเวอร์ชัน AU แทน
คำอธิบาย
Lost Sphear คือผลงานชิ้นที่สองจาก Tokyo RPG Factory ต่อจาก I Am Setsuna โดยเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามจาก Square Enix ในการรื้อฟื้นจิตวิญญาณของเกม JRPG ยุค 90 ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ตัวเกมถ่ายทอดเรื่องราวของโลกที่กำลังถูกคุกคามโดยปรากฏการณ์ปริศนาที่เรียกว่า “Lost” ซึ่งจะทำให้เมือง ภูมิประเทศ และความทรงจำทั้งหมดเลือนหายไปกลายเป็นความว่างเปล่าสีขาว คานาตะ (Kanata) ตัวเอกของเรื่องได้ค้นพบความสามารถในการกู้คืนพื้นที่เหล่านี้กลับมาด้วยการใช้พลังแห่งความทรงจำ เขาจึงออกเดินทางไปพร้อมกับพรรคพวกอย่าง ลูมินา (Lumina), ล็อก (Locke) และ แวน (Van) เพื่อสร้างโลกขึ้นมาใหม่และสืบค้นต้นตอของวิกฤตการณ์ครั้งนี้ แม้ว่าธีมของเกมจะทำให้ชวนนึกถึง Terranigma จากค่าย Enix อยู่บ้าง แต่ในแง่ของความลึกซึ้งนั้นยังห่างไกลจากความยอดเยี่ยมของต้นฉบับ อย่างไรก็ตาม กลไกการฟื้นฟูความทรงจำถือเป็นหัวใจสำคัญที่เชื่อมโยงทั้งเนื้อเรื่องและเกมเพลย์เข้าด้วยกัน โดยผูกโยงประเด็นเรื่องตัวตนและความทรงจำเข้ากับความก้าวหน้าของผู้เล่นได้อย่างน่าสนใจ
ในแง่ระบบการเล่น Lost Sphear พัฒนาต่อยอดจากระบบ Active Time Battle ที่คุ้นเคยของเกม RPG ยุคก่อนหน้า แต่เพิ่มเติมระบบการจัดวางตำแหน่งที่ยืดหยุ่น ซึ่งช่วยให้ตัวละครสามารถเคลื่อนที่ระหว่างต่อสู้เพื่อปรับระยะการโจมตีและหาจุดอ่อนของศัตรูได้ นอกจากนี้ยังมี “Vulcosuits” หรือชุดเกราะจักรกลที่มอบความสามารถพิเศษและทางเลือกเชิงกลยุทธ์ที่เหนือกว่า งานศิลป์ของเกมมีความสะอาดตาและมินิมอล โดยเน้นองค์ประกอบแห่งความทรงจำที่สะท้อนถึงเกม RPG ยุค Super Nintendo และ PlayStation ในช่วงปี 90 ผ่านงานภาพ 3D สมัยใหม่
แม้เหล่านักวิจารณ์จะชื่นชมในระบบการต่อสู้ที่ขัดเกลามาอย่างดีและความทะเยอทะยานในเชิงเนื้อหา แต่หลายคนก็มองว่าตัวเกมมีความคล้ายคลึงกับเกม RPG รุ่นพี่มากเกินไปจนขาดเอกลักษณ์ทางอารมณ์ที่ลึกซึ้ง ซึ่งส่วนตัวผมเองก็สัมผัสได้ถึงความจืดจางของตัวละครเช่นกัน เกมนี้จึงเหมาะสำหรับแฟนเกมที่หลงใหลในกลิ่นอาย JRPG แบบดั้งเดิมมากกว่าผู้เล่นทั่วไป Lost Sphear เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจ Tokyo RPG Factory ในการปลุกยุคทองของ JRPG ให้กลับมาสู่บริบทปัจจุบัน ด้วยกลไกและเนื้อเรื่องที่ตั้งใจหยิบยืมอิทธิพลมาจาก Chrono Trigger และ Final Fantasy VI ซึ่งการตอบรับของเกมนี้ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความท้าทายในการสร้างความสมดุลระหว่างการคารวะต้นฉบับและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ โดยหลังจากนั้นก็ได้มีการปล่อย Oninaki ออกมาเพื่อปิดท้ายไตรภาคนี้
แผ่นข้อมูล
| ชื่อรายการ |
|
|---|---|
| ชื่อดั้งเดิม |
|
| รหัสสินค้า |
|
| หมายเลขสินค้า |
|
| ประเภท | |
| แนวเกม | |
| เขตการขาย | |
| บรรจุภัณฑ์ | |
| เอกสารประกอบ | |
| ผู้พัฒนา | |
| ผู้จัดจำหน่าย | |
| สื่อ | |
| จำนวนผู้เล่น | |
| อุปกรณ์เสริม | |
| การจัดระดับ | |
| วันวางจำหน่าย | |
| วันที่เพิ่มเข้าไป |
|